การสัมภาษณ์ (Interview)
การสัมภาษณ์ถือเป็นวิธีการประเมินผลที่มีประโยชน์มากที่สุดวิธีหนึ่งและ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กก็ได้
การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกตและวิธีอื่น ๆ ที่วิธีการสัมภาษณ์เปิดโอกาส ให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ มีโอกาสที่จะสังเกตท่าทาง การ เคลื่อนไหวของตา น้ำเสียงหรือระดับเสียงซึ่งประกอบคำพูด สำหรับข้อความที่ได้จาก การสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลัง ความรู้สึก ทัศนคติ การรับรู้ และความ คาดหวังของผู้สัมภาษณ์ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 302) กล่าวว่าการ สัมภาษณ์จะได้ผลดีถ้าผู้สัมภาษณ์ได้สร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้ถูกสัมภาษณ์ ก่อน
การสัมภาษณ์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviews) การ สัมภาษณ์แบบนี้ ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นการ สะดวกต่อผู้สัมภาษณ์หรือครู ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะไม่มีโอกาสถามอะไรที่ นอกเหนือไปจากคำถามที่เตรียมมาซึ่งเป็นการจำกัดคำตอบและโอกาสของผู้ถูก สัมภาษณ์เช่นกัน
2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ (Unstructured หรือ Informal interviews) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็กเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกต เด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่าง คร่าว ๆ แต่มิได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจมีการซักถามหรือพูดคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้
การสัมภาษณ์แบบนี้ตองการผู้สัมภาษณ์หรือครูที่มีประสบการณ์ และ เชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนอง (Respond) ต่อคำตอบของเด็กหรือ ผู้ถูกสัมภาษณ์ ในขณะเดียวกันครูหรือผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟัง (Listener) ที่ดีมีการกำหนดจุดมุ่งหมายหรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือ ถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์หรือเด็กเข้าสู่ประเด็นเฉพาะได้ ข้อดีของการสัมภาษณ์ แบบนี้ คือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม และตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม การตีความและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบนี้อาจจะ ยากกว่าการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
Phinney (1982 : 22) ได้กล่าวถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูหรือผู้สัมภาษณ์ สามารถจัดให้มีขึ้น เพื่อนำเข้าสู่การสัมภาษณ์เด็กเล็กได้ กิจกรรมหนึ่งที่สามารถจัดได้ คือ การให้เด็กวาดรูปก่อน หลังจากนั้น อาจมีการพูดคุย สนทนาเกี่ยวกับรูปภาพที่ เด็กวาด เช่น เกี่ยวกับครอบครัวของเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เด็กชอบ ซึ่งการ สนทนา พูดคุยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ครูสามารถเข้าใจเด็กมากขึ้น
พัฒนาการทางภาษาของเด็กสามารถประเมินโดยผ่านการสัมภาษณ์ สนทนา พูดคุย ครูอาจจะดูความชัดเจนและความซับซ้อนของโครงสร้างประโยคได้ ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับจุดมุ่งหมายในการสัมภาษณ์ของครู
ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือ ช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของ ตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย, แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนซึ่งขี้อายหรือ พูดน้อยในชั้นอาจจะช่างคุยมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ใน ขณะเดียวกัน เด็กที่ชอบแสดงออกเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนอาจรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบาย ใจเมื่อต้องคุยกับครูสองต่อสองได้ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างช่วยให้ครูได้ภาพ รวมของเด็กมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับ เครื่องมือประเมินผลชนิดอื่น ๆ เสมอ
3. การสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially structured interviews) การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าบางส่วน และ คำถามบางส่วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ในการประเมินผลและยังไม่มีความชำนาญกับวิธีการนี้ เพราะผู้สัมภาษณ์สามารถเตรียมคำถามมาล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันการ สัมภาษณ์จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะผู้สัมภาษณ์มีโอกาสสนองตอบ (Respond) ต่อคำตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์และมีโอกาสซักถามหรือตั้งคำถามใหม่ ๆ ในระหว่างการ สัมภาษณ์ได้
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น