วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก


สารนิทัศน์มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยยังไง

1.การจัดทำสารนิทัศน์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จะช่วยให้การสอนและการประเมินมีคุณภาพ ครูต้องเรียนรู้การ จัด การชั้นเรียน การจัดเก็บข้อมูลขณะเด็กทำกิจกรรม การสะท้อนกลับข้อมูล และการนำข้อมูลผลงานมา นำเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กเห็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ตามหลักการพัฒนาเด็กให้ เหมาะสมกับวัย พัฒนาการ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งการ จัดทำสารนิทัศน์นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักสูตรการจัด การเรียนการสอนและการประเมิน มีคุณค่าและ ประโยชน์ดังนี้

2.การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลาย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี เนื่องจาก การศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและ หน่วยงานที่จัดโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บางหน่วยงานนำแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งไม่เหมาะสมมาประเมินเด็กปฐมวัย

3.ครูที่จัดทำสารนิทัศน์อย่างสม่าเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่ง น่า ไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น เนื่อง จากงานวิจัยเกี่ยวกับสมองพบว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี หากเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความรู้สึกและอารมณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น เด็ก รู้สึกต่อการอ่านอย่างไร? เด็กต้องการเรียนอ่านหรือไม่? ความรู้สึกนี้จะมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน ของเด็กในระยะยาว ดังนั้นการทดสอบด้วยข้อสอบมาตรฐานไม่ช่วยเด็กเลยในด้านจิตใจและความสามารถ ซึ่งต่างจากการใช้สารนิ ทัศน์ในการประเมิน จากผลการวิจัยพบว่าสมองจะทํางานต่อเนื่องไม่แยกส่วนเป็น วิชาหรือเป็นเรื่อง ดังนั้นการใช้แบบทดสอบประเมินเป็นการแยกส่วนของสมอง ซึ่งจะไม่บอกถึงความสามารถ ในการบูรณาการความรู้ของเด็กที่แท้จริง แต่การรวบรวมผลงานของเด็กจะบอกให้ครูรู้ว่า เด็กคิดและบูรณา การความคิดของตนอย่างไร

4.ครูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อจัดทำสารนิทัศน์ เพราะจะมีการวางแผนทั้งด้านการจัดชั้นเรียน การตัดสินใจ ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง รวมถึงการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็ก เนื่องจากครูมีข้อมูลและสารสนเทศที่สามารถ น่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำสารนิทัศน์ช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กรู้อะไรมาบ้างแล้ว จะช่วยให้ครูก้าวถึง ขั้นต่อไปของเด็กได้ง่ายขึ้น สนองตอบความต้องการของเด็กได้อย่างสอดคล้องและสิ่งที่ต้องการพัฒนา อย่างแท้จริง

5.สารนิทัศน์ช่วยให้ครูบรรลุความต้องการเฉพาะของเด็กได้ดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในระบบการศึกษาปกติมีมากขึ้น ทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กพิการทางกาย เด็กที่มีปัญหาทางการ เรียนรู้ ข้อมูลที่ครูได้จากสารนิทัศน์จะช่วยให้ครูเข้าใจและวางแผนให้เด็กได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

6.เด็กรับรู้ความสำคัญของการเรียนรู้ เมื่อครูเก็บบันทึกสารนิทัศน์การเรียนรู้ของตัวเด็กเองรวมถึงการรวบรวมผล งานการจัดทำสารนิทัศน์ของเด็กที่ร่วมชั้นเรียน การแสดงผลงานที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงสิ่งที่ตนเรียนรู้จาก ประ สบการณ์การค้นพบด้วยตนเองหรือกับกลุ่ม ส่งผลให้เด็กเอาใจใส่รับผิดชอบการทํางาน รู้จักประเมิน ตนเอง แสดง ออกถึงความพึงพอใจในกระบวนการเรียนรู้และผลที่ได้รับ เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าจะทำอะไร และจะ น่าเหตุการณ์หรือสิ่งที่ดนเรียนรู้เรื่องใดมาน่าเสนอ และร่วมจัดทำสารนิทัศน์กับเพื่อนและครูในชั้นเรียน

7.การจัดสารนิทัศน์ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ดระหนักในประสบการณ์ การเรียนรู้ของเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียนได้หลายทาง เช่น รับฟังความคิดเห็นของเด็ก ช่วยเด็กท่าวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กต้องการ ให้ข้อเสนอแนะช่วยเขียนในสิ่งที่เด็กคิด อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เป็นดัน ทำให้มีโอกาสทบทวนบทบาทการเป็นพ่อแม่ ดังนั้นข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับผลงานของเด็กจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่ครูไม่ควรมองข้าม


ที่มา : https://child.dusit.ac.th/wp-content/uploads/2015/11/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82-1_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C.pdf

การใช้แฟ้มผลงานเด็ก

แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)

แฟ้มผลงานเด็ก หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า Portfolios นั้นไม่ได้ เป็นของใหม่ในวงการศึกษาบ้านเรา อย่างไรก็ตาม การใช้แฟ้มผลงานเด็กในการ ประเมินผลพัฒนาการเด็กถือว่าเป็นความคิดที่ยังไม่แพร่หลายมากนักในวงการศึกษา ในปัจจุบัน

นักการศึกษา Mcafee และ Leong (1994:111) กล่าวว่า แฟ้มผลงาน เด็ก หรือ Portfolios เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวม (Compiling & organizing) และตีความข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเด็ก แฟ้มผลงานเด็กโดยตัวเองไม่ ถือว่าเป็นวิธีการประเมินผล แต่เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิธีการอื่น ๆ เพื่อ ใช้ในการประเมินผล

แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้า และความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและ การจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวว่า ความหมาย ชนิดหรือ ข้อแนะนำเกี่ยวกับแฟ้มผลงานเด็กไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอน ตายตัว หรือเป็นมาตรฐาน ในทางตรงกันข้าม แฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ เหมาะกับแต่ละกลุ่มบุคคล กลุ่มแต่ละกลุ่มพัฒนาแฟ้มผลงานในลักษณะที่แตกต่าง กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความสนใจของครูและเด็กในกลุ่มนั้น ๆ (Murphy & Smith, 1990)

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวถึง ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปของ แฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios ว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้

- แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios) สามารถยืดหยุ่น (flexible) และปรับ เปลี่ยนได้ (adaptable) เนื้อหาสาระ และกระบวนการของการเลือกผลงานหรือสิ่งที่ จะรวบรวมในแฟ้มผลงานเด็กสามารถยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัยและระดับพัฒนา การของเด็ก วัตถุประสงค์ของโรงเรียนหรือหน่วยงาน และข้อพิจารณาอื่น ๆ
- แฟ้มผลงานเด็กสามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆของเด็ก
- แฟ้มผลงานเด็กมุ่งเน้นที่ความสามารถหรือจุดเด่นของเด็ก จะเน้นสิ่งที่ เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
- แฟ้มผลงานเด็กเอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่าง ๆ
- เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่าง ๆ เข้ามาเก็บในแฟ้มของ ตน ในขณะเดียวกัน เด็กมีโอกาสที่จะทบทวน วิเคราะห์ (reflection) ผลงานแต่ ละชิ้นที่ตนเลือก
- แฟ้มผลงานเด็กคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เนื่องจาก ในแฟ้มผลงานเด็ก ครูสามารถรวบรวมผลงานซึ่งเด็กทุกคนทำ ในขณะเดียวกันก็ สามารถรวบรวมผลงานซึ่งเป็นผลงานเฉพาะของเด็กแต่ละคนด้วย
- แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อการประเมินผลที่ต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำ เพื่อการประเมินผลที่คงที่ เช่น รายงานคะแนนหรือเกรด เป็นต้น
- แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับการ เรียนของเด็ก

วัตถุประสงค์ของแฟ้มผลงานเด็ก
Mcafee และ Leong (1994: 112-113) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็ก สามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในชั้นเรียนได้ เช่น ช่วยตัดสินเกี่ยวกับ ความก้าวหน้าของเด็ก เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการรายงานและสื่อสารกับผู้ปกครองและ บุคคลรอบข้างเกี่ยวกับตัวเด็ก บอกเล่าถึงการเรียนการสอนที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนแก่ บุคคลอื่น และเป็นข้อชี้บ่งเบื้องต้นสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อีก โดยทั้งนี้ต้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานและวิธีการจัดการ (Organize) แฟ้มผลงาน นั้น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าครูต้องการที่จะประเมินเด็กโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ผลงานต่าง ๆที่เก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน ดังนั้นในแฟ้มผลงานเด็กก็ควรจะมีผลงานที่ดีที่สุดใน ความรู้สึกของเด็กหรือครู หรือผลงานขั้นสุดท้าย เป็นต้น ถ้าครูต้องการทราบพัฒนา การของเด็กเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่องครูก็อาจจะต้องมีการเก็บรวบรวมผลงานชิ้นที่ดี ที่สุดของเด็กเป็นช่วง ๆ ไป จุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาการเรียนรู้โดยผ่านการทบทวน การสะท้อนความคิด (Reflection) และการประเมินผลตนเอง (Self - assessment)

ครูบางท่าน (Clandinin, Dhamborvorn, Howard & LaRocque. forthcoming) ได้ใช้แฟ้มผลงานเด็กในการเฉลิมฉลอง (Celebrate) ความสำเร็จ ของเด็กในชั้นของตน ที่โรงเรียนประถมชื่อ Bisset เมือง Edmonton จังหวัด Alberta ประเทศแคนาดาได้นำแฟ้มผลงานเด็กมาใช้ในการประเมินผลเด็กแทนการ ใช้สมุดรายงาน (Report card) การประเมินผลโดยการใช้แฟ้มผลงานเด็กในโรงเรียน Bisset ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสามารถ และความสำเร็จของเด็ก เป็นการ แสดงถึงสิ่งที่เด็กสามารถทำได้และการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเด็ก ในขณะเดียวกัน

แฟ้มผลงานก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ปกครองถึงพัฒนาการ ความ ก้าวหน้าและการเรียนรู้ต่าง ๆ ของเด็ก เด็กแต่ละคนมีโอกาสที่จะเลือกผลงานที่ตน พึงพอใจเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงานของตน และมีโอกาสหยุดคิดทบทวนและสะท้อน ความคิด (Reflect) ถึงเหตุผลที่ตนเลือกผลงานเหล่านั้นเก็บในแฟ้มผลงานของตน สำหรับเด็กเล็กที่ยังเขียนไม่ได้ การวิเคราะห์หรือการทบทวนสะท้อนความคิด (Reflection) จะอยู่ในรูปแบบของการพูดหรือการเล่าเรื่อง โดยเด็กจะบอกเหตุผลใน การเลือกผลงานต่าง ๆ ของตนกับครูประจำชั้น และครูประจำชั้นจะเป็นคนจดบันทึก ลงไป ในบางกรณี ครูกับเด็กอาจช่วยกันเลือกผลงานต่าง ๆ เก็บในแฟ้มได้โดยที่ทั้ง ครู และเด็กจะวิเคราะห์ทบทวน และสะท้อนความคิดถึงเหตุผลที่ตนเลือกผลงานชิ้น นั้น ๆ

จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เป็นการ สรุปข้อมูลที่ต่อเนื่องและหลากหลายของพัฒนาการเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้กับเด็กใน การเรียนการสอน ข้อดีประการหนึ่งของแฟ้มผลงานเด็กก็คือ เป็นการแสดงให้เห็นว่า การประเมินผลนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing

การใช้แบบทดสอบ


 

การทำสังคมมิติ

การทำสังคมมิติ (Sociogram)

สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้น ของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบ หนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ

1. เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular)

2. เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate)

3. กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques)

4. เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)

ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ “สังคมมิติ” ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม

การทายลักษณะ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้ ครูจะสร้างคำถาม “ใครเอ่ย” ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับ การเล่นเกม ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของ เด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้

ใครเอ่ยไม่เก็บของเล่นเข้าที่

ใครเอ่ยที่ช่วยเพื่อนเก็บของเล่นเสมอ

ใครเอ่ยที่หวงของเล่นไม่ยอมให้เพื่อนเล่นด้วย

วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ ของเด็กคนอื่นในชั้น

 การสร้างภาพทางสังคม ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก

บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก คำถามที่ ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดย เด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ตัวอย่าง ของคำถามมีดังต่อไปนี้

- ถ้าหนูจัดงานวันเกิด หนูจะชวนใครบ้าง

- ถ้าหนูไปเที่ยวชายทะเล หนูจะชวนใครไปบ้าง

- ถ้าให้หนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ หนูจะเลือกใครบ้าง

- ถ้าหนูได้เล่นสนาม หนูจะชวนใครบ้าง

จากตัวอย่างคำถามข้างต้น ครูสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนภาพแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างเด็กในชั้นของตน

ตัวอย่างแผนภาพทางสังคมมิติของเด็ก 12 คน เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ถ้าให้ หนูเล่นสนามหนูจะชวนใครบ้าง “หลังจากที่ครูจดคำตอบของเด็กทุกคนแล้ว ครูนำ ผลไปเขียนแผนภาพ ดังนี้

จากแผนภาพจะเห็นได้ว่าเด็กทุกคนได้รับเลือกจากเพื่อน เด็กที่เพื่อนชอบ เล่นด้วยมากที่สุดคือ ชะเอม (มีเพื่อนเลือก 6 คน) มีเพียง 1 คู่ เท่านั้นที่เลือกซึ่ง กันและกันและไม่เลือกที่จะเล่นกับใครเลย คือ ออมและเขต นอกนั้นแล้วเด็กส่วน ใหญ่เล่นด้วยกันการทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อนมีความรู้สึก อย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว และเด็กคู่ใดที่ต่าง คนต่างชอบเล่นด้วยกัน การเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของ เด็กได้

ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing

การฝึกปฎิบัติการ sil3


 

แนะนำตัว(ประวัติผู้ศึกษา)