วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)

 แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)

สรุปการประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)










วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568

การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน


การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

หัวข้อ  แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียน




แจ้งผู้ปกครองตอนมารับบุตรหลานโพสต์ลง facebook โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์
 

หัวข้อ สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน                                                                                      
การออกแบบและเขียนรายงานผลลงในสมุดรายงานประจำตัวนักเรียนชั้นอนุบาลมาคนละ 1 ตัวอย่าง

ตัวอย่างเด็กที่มีพัฒนาการดีมาก


ตัวอย่างเด็กที่มีพัฒนาการปานกลาง


ตัวอย่างเด็กที่มีพัฒนาการที่ต้องพัฒนา


สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกัน เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

บทบาทหน้าที่ของครูปฐมวัย
1.ดูแลเด็กและปฏิบัติเป็นกิจวัตร เพื่อให้เด็กมีความเจริญเติบโต และพัฒนาการทุกด้านตามวัย 2.ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ให้เด็กได้พัฒนาด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม และจริยธรรมไป พร้อมกัน 3.บันทึกความเจริญเติบโต พฤติกรรม และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก 4.จัดสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย และถูกสุขลักษณะเหมาะสมกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน 5.เป็นผู้ประสานสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับบิดา มารดา และสมาชิกในครอบครัวเพื่อทราบถึงพฤติกรรม 6.พัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของผู้ปกครอง

1.การฝึกทักษะชีวิตและปลูกฝังลักษณะนิสัยอันดีงาม

-การส่งเสริมเด็กให้ช่วยเหลือตนเองได้ตามวัย
-ส่งเสริมระเบียบวินัยและการตรงต่อเวลา
-ส่งเสริมกิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์ และช่วยเหลือผู้อื่นทั้งที่บ้านและโรงเรียน
-ส่งเสริมมารยาทแบบไทย
-การเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสธรรมชาติและเล่นอิสระ 
-การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีแก่เด็ก


ที่มา : https://eledu.ssru.ac.th/duangkamol_ch/pluginfile.php/107/mod_resource/content/1/PPT3.pdf
https://sudaruk.ac.th/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87/

ทะเบียนคุมชิ้นงาน


 

สรุปการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน

การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กอนุบาลมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อ เปรียบเทียบกับพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา เมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัย 3-4 ปี พัฒนาการด้านร่างกายจะปรากฏในรูปของความสามารถในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความสามารถในการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ และการทำงาน ประสานกันของกล้ามเนื้อเล็ก

การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง การพัฒนาความสามารถในการบังคับ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การเตะลูกบอล การปืนป่าย และการจับหรือขว้างลูกบอล เป็นต้น

การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อเล็ก หมายถึง การพัฒนาความสามารถในการบังคับ กล้ามเนื้อเล็กส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ ได้แก่ การวาดภาพ การลากเส้น دول การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น

ทิศนา แขมมณี และคณะ (2536) กล่าวว่า พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ พัฒนาการทางสุขภาพ และพัฒนาการทางการเคลื่อนไหว

1. พัฒนาการทางสุขภาพ

ดัชนีสำคัญในการบ่งชี้ถึงสุขภาพ ได้แก่ น้ำหนัก และส่วนสูง เด็กควรมีน้ำหนักและส่วนสูง สมวัย และมีการเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูงตามอัตราการเพิ่มโดยเฉลี่ยของเด็กในประเทศของตน

วิธีการประเมิน ทำได้โดยการวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานของเด็กไทย

พัฒนาการทางสุขภาพอีกประการหนึ่งที่ครูสามารถประเมินได้ คือ ลักษณะ ร่างกายโดย ทั่วไปและโรคประจำตัว โรคบางอย่างนั้นอาจแสดงอาการปรากฏออกมาให้เห็นได้ เช่น โรคเลือด ออกตามไรฟัน โรคปากนกกระจอก โรคซึมเศร้า เป็นต้น (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537) นอกจากนั้น แล้วลักษณะทางด้านร่างกายที่ควรตรวจสอบเป็นประจำได้แก่ ตา หู จมูก ปาก ผิวหนัง เล็บ ผมและ ฟัน เป็นต้น ถ้าครูสังเกตพบสิ่งผิดปกติควรบันทึกในแบบบันทึกทั้งรายบุคคล และรายกลุ่มเพื่อ นำเสนอให้ผู้ปกครองหรือแพทย์ตรวจรักษาแก้ไขต่อไป


การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมของเด็ก ๆ มีวิธีการต่าง ๆ หลายวิธี ดังต่อไปนี้ (นภเนตร ธรรมบวร, 2544 ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537 และสิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2545)

1. การสังเกต ควรสังเกตจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยอาจ สังเกตเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายกลุ่มก็ได้แล้วจดบันทึกไว้ การเล่นของเด็กในแต่ละเหตุการณ์ อาจจะให้เรื่องราวมากน้อยเกี่ยวกับตัวเด็ก อย่างไรก็ตามรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากการสังเกต หลาย ๆ ครั้ง จะช่วยให้ครูทราบถึงพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคมของเด็ก

2. การรวบรวมผลงานเด็ก ผลงานต่าง ๆ ของเด็ก เช่น ภาพวาด ภาพปั้น ผลงานทางศิลปะ ของเด็ก หรือแม้แต่บันทึกของเด็กจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคม ของเด็ก พัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กจะสะท้อนผ่านงานศิลปะ การใช้สีและภาพวาด ของเด็กในช่วงอารมณ์ต่าง ๆ จะแตกต่างกัน

3. การสัมภาษณ์พูดคุย อาจเกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กและผู้ปกครอง ทั้งนี้เนื่องจากพัฒนาการ ด้านอารมณ์ จิตใจและสังคม เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและละเอียดอ่อน ยากต่อการสังเกต การพูดคุย กับเด็กโดยตรงจะช่วยให้ครูเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กและไม่ด่วนสรุปตัดสินหรือ ตีความ พฤติกรรมเด็กเร็วเกินไป

4. การใช้แบบทดสอบ เป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการ สร้างสถานการณ์ (รูปภาพ) มาถามแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่าง ๆ กัน ทั้งนี้เพื่อ ประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ นั่นเอง

ทั้งนี้ครูมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบถึงลำดับขั้นตอนของพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ของเด็กเป็นอย่างดี


การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม

พัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคมของเด็กอาจรวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก ต่าง ๆ มากมาย McAfee และ Leong (2002) ได้กล่าวสรุปเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. พัฒนาการด้านบุคลิกภาพ พัฒนาการทางด้านนี้จะรวมถึงความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ตนเองของเด็ก และพัฒนาการทางด้านอารมณ์

2. พัฒนาการทางสังคม พัฒนาการทางด้านนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและบุคคล ต่าง ๆ รอบตัวเด็กนั่นเอง

พัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจของเด็กพัฒนาจากง่ายไปสู่พัฒนาการที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จากอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ไปสู่อารมณ์ที่ควบคุมได้ พัฒนาการทางอารมณ์จะรวมถึงการเติบโต และการเปลี่ยนแปลงอารมณ์พื้นฐานของเด็ก อันได้แก่ ความกลัว ความโกรธ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังครอบคลุมไปถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกผิด ความอิจฉา ความภูมิใจ เป็นต้น และความสามารถในการควบคุมการแสดงออกของอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้

พัฒนาการทางสังคม หมายรวมถึง การเรียนรู้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน รวมตลอดถึงความสามารถในการตอบสนองทางสังคมต่าง ๆ เช่น มารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังหมายรวมถึง ความสามารถใน การเข้าใจในสถานการณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้อื่นอีกด้วย รวมตลอดถึงความสามารถ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และบทบาททางสังคม


การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา

พัฒนาการทางสติปัญญาในเด็กปฐมวัย มี 2 ด้าน (ทิศนา แขมมณี และคณะ, 2536) คือ

1. พัฒนาการทางการเรียนรู้และการปรับตัว อันได้แก่ ความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผล การตีความ จินตนาการ การอนุรักษ์ การจัดแยกประเภทสิ่งของ ความเข้าใจเกี่ยวกับ จำนวนและการแก้ปัญหา เป็นต้น

2. พัฒนาการทางด้านภาษา ภาษามีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก พัฒนาการ ทางด้านภาษาของมนุษย์เริ่มจากภาษาพูดไปสู่ภาษาเขียน ดังนั้นการเรียนรู้ด้านภาษาในเด็ก ปฐมวัยจึงเน้นที่ภาษาพูด และการใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาละเทศะ ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการ เรียนรู้ของเด็กต่อไป


ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1IVRlxXQMfFGFFQ4vPO4V3GoUbd92bpeJ/view?usp=sharing

Present : การประเมินเเละการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

  วิดีโอการนำเสนอเนื้อหา

https://drive.google.com/file/d/1VWtTKnNLoghuDg8NDMQQmLj5bztvfS4K/view?usp=sharing

วิดีโอสาธิตการเตรียมความพร้อม

https://drive.google.com/file/d/1VGq3N_B4zbpYMIEOnkellMx7-j2LLvjj/view?usp=sharing


สรุปการนำเสนอ 

มีเพื่อนเข้าร่วมฟังการนำเสนอทั้งหมด 20 คน


เนื้อหา Present : การประเมินเเละการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย ของเด็กปฐมวัย

 https://drive.google.com/file/d/1L-sG9uqES897LZ4CsIHD0eDUJdhM1o8n/view?usp=sharing

การเขียนบันทึกประจำวัน

 การเขียนบันทึกประจำวัน 

การเขียนบันทึกประจำวัน คือการเขียนเรื่องราวจากเหตุการณ์จริงที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีลักษณะเป็นบันทึกขนาดสั้น ๆ ไม่เป็นทางการส่วนใหญ่ จะเป็นการเขียนบันทึกจากประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ปกติเหตุการณ์ที่ ประทับใจบันทึกไว้เพื่อเป็นที่ระลึก หรือเป็นเครื่องเตือนใจ

 หลักการเขียนบันทึกประจำวัน 

1. เขียนวัน เดือน ปี ทีเขียนบันทึกให้ครบถ้วน 

2. ผู้เขียนจะเขียนบันทึกในรูปแบบใด หรือขึ้นต้นบันทึกอย่างไรก็ได้ 

3. ถ้อยคำทีใช้จะเป็นภาษาพูดง่าย ๆ หรือไพเราะเพียงใดขึ้นอยู่กับความ ต้องการของผู้เขียน 

4. ควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่ก่อให้ความเสียหายแก่ผผู้ที่กล่าวถึง 

5. การเขียนต้องได้ใจความสำคัญ แสดงความคิด ความรู้สึก และ ข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ 

ตัวอย่าง 

การเขียนบันทึกประจำวัน 27 มีนาคม 2564 วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนในชั้น ป.3 พี่ใหญ่ของชั้นประถมต้น ปีหน้า เราก็จะเป็นน้องเล็กของชั้นประถมปลาย เพื่อนหลายคนเล่าว่า พวกเขาจะไปเที่ยว ต่างจังหวัดกันตอนปิดเทอม ทำให้เรานึกถึงคำขวัญที่ว่า “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” และ “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้” สำหรับเราแล้วไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือไปเที่ยวที่ไหน ขอเพียงมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ก็แสนสุขใจแล้ว


ที่มา :file:///C:/Users/VivoBook/Downloads/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_(1)-03062308%20(1).pdf

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (แบบตรวจสอบรายการ)

 แบบตรวจสอบรายการ

ความหมาย

แบบตรวจสอบรายการ (Check list) เป็นมาตรที่ใช้วัดพฤติกรรมโดยมีรายการให้ตรวจสอบ เป็นการสร้างแบบทดสอบจาก สังเกต เป็นรายการขั้นตอน กิจกรรม หรือพฤติกรรมที่ผู้สังเกตบันทึกเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แบบตรวจสอบรายการต้องเป็นแบบที่ผู้สังเกตสามารถบันทึกได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ผู้สังเกตจะไม่ประเมินคุณภาพ ระดับหรือ ความถี่ของพฤติกรรมที่เกิดโดยเฉพาะแต่จะตรวจสอบว่ามีพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเช่น มี/ไม่มี ทำ/ไม่ทำ และแบบตรวจสอบรายการเป็นการสร้างแบบทดสอบจากแบบข้อคำถามปลายปิด คือเป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่สัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม ข้อคำถามแต่ละข้อจะมีคำตอบอย่างน้อย 2 ตัวเลือกหรือมากกว่า 2 ตัวเลือกขึ้นไป บางข้อคำถามอาจให้เลือกคำตอบได้เพียงตัวเลือกเดียวแต่บางข้อคำถามอาจให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบขั้นตอนหรือกระบวนการว่ามีหรือไม่มี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ ใช่หรือไม่ใช่ มีการกำหนดข้อความที่จะตรวจสอบไว้ล่วงหน้าให้ผู้ตอบกาเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ข้อดี:
แบบตรวจสอบรายการโดยการสังเกต
1. สามารถนำไปใช้สังเกตพฤติกรรม หรือการปฏิบัติได้อย่างละเอียดชัดเจน
2. ประเมินพฤติกรรม หรือการปฏิบัติเป็นรายบุคคลสามารถนำไปปรับปรุงได้ดี
3. ข้อมูลที่ได้น่าเชื่อถือเพราะได้จากสถานการณ์จริง
4.ได้ข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งข้อมูลโดยตรง
5.ไม่ได้รบกวนหรือก่อความรำคาญแก่ผู้ถูกสังเกต

แบบตรวจสอบรายการโดยการสอบถาม/ทำเป็นแบบสอบถาม
1.ช่วยให้ผู้ตอบตอบได้เร็ว ประหยัดเวลา ข้อมูลที่ได้ มีความเชื่อถือได้สูง
2.สามารถถามคำถามได้มากข้อ แลครอบคลุม
3. ความสามารถและทักษะในการเขียนของผู้ตอบไม่ เป็นปัญหามากนักในการตอบเนื้อหาที่ต้องการทั้งหมด

ข้อเสีย:
แบบตรวจสอบรายการโดยการสังเกต
1.ทำให้เสียเวลามากเพราะพฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมาก
2.ความคลาดเคลื่อนของผู้สังเกตมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก

แบบตรวจสอบรายการโดยการสอบถาม/ทำเป็นแบบสอบถาม
1.ถ้าเป็นแบบตรวจสอบรายการ แบบสอบถามผู้ทำแบบสอบถามอาจเบียดเบียนข้อคำตอบจริงได้
2.ผู้ตอบไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
3.อาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ เพราะตัวเลือกที่กำหนดไว้ไม่ครอบคลุม

ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/587305

การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

   การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการเขียนเรื่องราวสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเด็ก วัย 3 ขวบ

        น้องแชมวัย 3 ขวบเล่านิทานจากภาพเรื่อง "บ้านบนต้นไม้"ให้ครูฟัง
        เมื่อถึงตอนที่ต้นไม้โค่นลงแล้วสัตว์ได้รับบาดเจ็บ ครูถามน้องแฮมว่า
               "เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมต้นไม้ถึงล้มลงมา" น้องแซมตอบว่า
                "เพราะคนไปฉีกฉักต้นไม้ ต้นไม้เลยล้ม" ครูถามต่อไปว่า
                "ดีหรือไม่ตีคะ" น้องแซมตอบว่า "ไม่ดีค่ะ สัตว์บาดเจ็บ" ครูถามว่า
                "คนควรจะตัดต้นไม้ไหมคะ?" น้องแซมนิ่งคิด แล้วตอบว่า "ไม่ควรค่ะ"
        ครูอธิบายต่อไปว่า "ถ้าคนตัดต้นไม้เยอะๆ ทำให้น้ำท่วม สัตว์ไม่มีที่อยู่"
        น้องแชมนิ่งฟังครูพูด หลังจากครูพูดจบ น้องแซมริ่งไปเล่นกับเพื่อน

        ในการบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจของเด็ก ครูอาจสังเกตเหตุการณ์จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไป จึงทำการบันทึกก็ได้ หรือครูอาจจดบันทึกอย่างย่อ ๆ ในขณะ ที่สังเกตการณ์อยู่ก็ได้ แล้วจึงนำมาเขียนใหม่ทีหลัง

ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing

การสัมภาษณ์

 การสัมภาษณ์ (Interview)


การสัมภาษณ์ถือเป็นวิธีการประเมินผลที่มีประโยชน์มากที่สุดวิธีหนึ่งและ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กก็ได้


การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกตและวิธีอื่น ๆ ที่วิธีการสัมภาษณ์เปิดโอกาส ให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ มีโอกาสที่จะสังเกตท่าทาง การ เคลื่อนไหวของตา น้ำเสียงหรือระดับเสียงซึ่งประกอบคำพูด สำหรับข้อความที่ได้จาก การสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลัง ความรู้สึก ทัศนคติ การรับรู้ และความ คาดหวังของผู้สัมภาษณ์ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 302) กล่าวว่าการ สัมภาษณ์จะได้ผลดีถ้าผู้สัมภาษณ์ได้สร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้ถูกสัมภาษณ์ ก่อน


การสัมภาษณ์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ

1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviews) การ สัมภาษณ์แบบนี้ ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นการ สะดวกต่อผู้สัมภาษณ์หรือครู ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะไม่มีโอกาสถามอะไรที่ นอกเหนือไปจากคำถามที่เตรียมมาซึ่งเป็นการจำกัดคำตอบและโอกาสของผู้ถูก สัมภาษณ์เช่นกัน

2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ (Unstructured หรือ Informal interviews) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็กเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกต เด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่าง คร่าว ๆ แต่มิได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจมีการซักถามหรือพูดคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้


การสัมภาษณ์แบบนี้ตองการผู้สัมภาษณ์หรือครูที่มีประสบการณ์ และ เชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนอง (Respond) ต่อคำตอบของเด็กหรือ ผู้ถูกสัมภาษณ์ ในขณะเดียวกันครูหรือผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟัง (Listener) ที่ดีมีการกำหนดจุดมุ่งหมายหรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือ ถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์หรือเด็กเข้าสู่ประเด็นเฉพาะได้ ข้อดีของการสัมภาษณ์ แบบนี้ คือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม และตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม การตีความและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบนี้อาจจะ ยากกว่าการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง


Phinney (1982 : 22) ได้กล่าวถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูหรือผู้สัมภาษณ์ สามารถจัดให้มีขึ้น เพื่อนำเข้าสู่การสัมภาษณ์เด็กเล็กได้ กิจกรรมหนึ่งที่สามารถจัดได้ คือ การให้เด็กวาดรูปก่อน หลังจากนั้น อาจมีการพูดคุย สนทนาเกี่ยวกับรูปภาพที่ เด็กวาด เช่น เกี่ยวกับครอบครัวของเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เด็กชอบ ซึ่งการ สนทนา พูดคุยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ครูสามารถเข้าใจเด็กมากขึ้น


พัฒนาการทางภาษาของเด็กสามารถประเมินโดยผ่านการสัมภาษณ์ สนทนา พูดคุย ครูอาจจะดูความชัดเจนและความซับซ้อนของโครงสร้างประโยคได้ ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับจุดมุ่งหมายในการสัมภาษณ์ของครู


ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือ ช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของ ตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย, แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนซึ่งขี้อายหรือ พูดน้อยในชั้นอาจจะช่างคุยมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ใน ขณะเดียวกัน เด็กที่ชอบแสดงออกเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนอาจรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบาย ใจเมื่อต้องคุยกับครูสองต่อสองได้ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างช่วยให้ครูได้ภาพ รวมของเด็กมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับ เครื่องมือประเมินผลชนิดอื่น ๆ เสมอ


3. การสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially structured interviews) การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าบางส่วน และ คำถามบางส่วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ในการประเมินผลและยังไม่มีความชำนาญกับวิธีการนี้ เพราะผู้สัมภาษณ์สามารถเตรียมคำถามมาล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันการ สัมภาษณ์จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะผู้สัมภาษณ์มีโอกาสสนองตอบ (Respond) ต่อคำตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์และมีโอกาสซักถามหรือตั้งคำถามใหม่ ๆ ในระหว่างการ สัมภาษณ์ได้


ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing

การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

การสังเกต (Observation)
  การสังเกต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของสิ่งที่เราต้องการศึกษาอาจเป็น บุคคล สิ่งแวดล้อม หรือวัตถุต่างๆ โดยการใช้ประสาทสัมผัส เช่น ตา หู ในการติดตามเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

ประเภทของการสังเกต
การสังเกตแบ่งออกได้หลายแบบดังนี้
ก. แบ่งตามการเข้าร่วมสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้          
1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) หมายถึง การสังเกตที่ ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง หรือคลุกคลีอยู่ในหมู่ของผู้ที่เราต้องการสังเกต ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทำให้ได้รายละเอียด หรือข้อมูลที่แน่นอน ถูกต้อง ชัดเจน เช่น การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวสลัม หรือ พวกชาวเขา เป็นต้น ผู้สังเกตจะเข้าไปอยู่ในสลัม หรือเข้าไปอยู่กับชาวเขานานๆ จนไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าการสังเกตแบบนี้ผู้สังเกตจะไม่สามารถจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการสังเกตได้ทันที และต้องใช้เวลาในการสังเกตนาน อีกทั้งอาจเกิดความลำเอียงได้          
2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ แต่คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ การสังเกตแบบนี้อาจให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวหรือไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวก็ได้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมนี้จะกำจัดความลำเอียงของผู้สังเกตได้ และสามารถจดบันทึก รายละเอียดของสิ่งที่ต้องการสังเกตได้ 
ข. แบ่งตามการมีโครงสร้าง สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
1. การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Observation) เป็นการสังเกตที่ไม่มีการกำหนด เรื่องราว หรือพฤติกรรมอะไรที่ต้องการสังเกตไว้ล่วงหน้า เป็นการสังเกตอิสระ ไม่มีการควบคุม เครื่องมือที่ใช้อาจเป็นเพียงกระดาษเปล่า ๆ ที่มีไว้สำหรับจดบันทึก หรือใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น กล้อง ถ่ายรูป เครื่องบันทึกเสียง แต่วิธีนี้จะมีความยุ่งยากที่การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดแยกประเภทข้อมูล วิธีนี้เหมาะกับการสังเกตทั่ว ๆ ไปไม่มีขอบเขตที่แน่นอนของเรื่องที่สังเกตและเหมาะกับผู้สังเกตที่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ เพียงพอที่จะวางหลักเกณฑ์ หรือโครงสร้างในการสังเกต 
2. การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation) เป็นการสังเกตที่กำหนดเรื่องราวหรือ ขอบเขตของเนื้อหาไว้ล่วงหน้าแน่นอนว่าจะสังเกตพฤติกรรม หรือปรากฎการณ์อะไร มีการเตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการสังเกต และจะสังเกตเฉพาะเรื่องราวหรือข้อมูลที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น การสังเกตแบบนี้จะสะดวก รวดเร็ว ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตสามารถจัดเแยกเป็นหมวดหมู่ได้ง่าย และการสังเกตแบบนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ของการสังเกตได้ แต่การสังเกตแบบนี้ถ้ามีผู้สังเกตหลายคนการตีความหมายของพฤติกรรมที่สังเกตได้อาจแตกต่างกัน จึงควรมีการอบรมผู้สังเกตก่อนการสังเกตจริงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

หลักและวิธีการสังเกตที่ดี การสังเกตที่จะทำให้ได้ข้อมูลถูกต้องเชื่อถือได้ เพื่อประโยชน์ในการวัดผลประเมินผล มีดังนี้
1. กำหนดจุดมุ่งหมายให้แน่นอนและชัดเจน ว่าจะสังเกตพฤติกรรม หรือปรากฏการณ์ใด และพฤติกรรมนั้นมีการแสดงออกอย่างไร ผู้สังเกตต้องทราบอย่างชัดเจน
2. วางแผนการสังเกตอย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบ จะใช้การสังเกตแบบใดและมีเครื่องมือช่วยในการสังเกตหรือไม่ ช่วงเวลาในการสังเกตเหมาะสมหรือไม่
3. มีการบันทึกรายละเอียดที่สังเกตได้ทันที การบันทึกนั้นต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ และไม่ควรบันทึกให้ผู้ถูกสังเกตเห็น
4.มีทักษะในการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ช่วยในการสังเกต การสังเกตบางครั้งจำต้องมีอุปกรณ์ เช่น กล้องถ่ายรูป หรืออื่นๆ ควรต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญในการใช้เครื่องมือนั้นๆ ด้วย
5.ผู้สังเกต ควรมีการรับรู้ที่ถูกต้อง และรวดเร็วจากพฤติกรรมที่ผู้ถูกสังเกตแสดงออกมา เพราะการแสดงออกของพฤติกรรมบางอย่างจะไม่เกิดขึ้นบ่อย ๆ และอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผู้สังเกตจึงต้องฝึกประสาทสัมผัสของตนเองให้คล่องแคล่วและใช้การได้ดีอยู่เสมอ
6. ผู้สังเกต ต้องขจัดอคติหรือความลำเอียงออกไปให้หมด นั่นคือ ต้องบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นไม่ต้องใส่ความเห็นส่วนตัวเข้าไป
7. ควรสังเกตหลายๆ ครั้ง หรือใช้ผู้สังเกตหลายคนเพื่อให้ผลจากการสังเกตเชื่อถือได้

ข้อควรระวังในการสังเกต
เนื่องจากว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จะมีความถูกต้อง เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับตัวผู้สังเกตเป็นสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่ผู้สังเกตควรระวังได้แก่
1. อารมณ์ของผู้สังเกตควรอยู่ในอารมณ์ปกติ ไม่หงุดหงิดโกรธง่าย หรืออารมณ์ค้างมาจากเรื่องอื่นๆ
2. ผู้สังเกตต้องไม่มีความลำเอียงเข้าข้างตนเองหรือผู้ถูกสังเกต
3. ความตั้งใจจริง ผู้สังเกตต้องมีใจจดจ่อในสิ่งที่จะสังเกต ทำด้วยความตั้งใจ พึงพอใจ มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและชัดเจน
4. สภาพทางกาย ผู้สังเกตต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายปกติ เช่น ประสาทสัมผัสของผู้สังเกตต้องไวอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี    
5.สภาพของสมองผู้สังเกตต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการรับรู้พฤติกรรมที่ผู้ถูกสังเกตแสดง ออกมา และแปลความหมายของพฤติกรรมที่ผู้ถูกสังเกตแสดงออกมาได้ ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเห็นไม่ตรงกันได้แก่ การส่ายหน้า

เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกต
การสังเกตที่ดีควรมีการเตรียมการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า การบันทึกพฤติกรรม 

ข้อดีของการสังเกต
1. สามารถใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกับบุคคลที่อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ พวกคนพิการทางจิต หรือพวกเด็กเล็กๆ ที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือชนิดอื่นเก็บรวบรวมได้
2.ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ เป็นข้อมูลที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมโดยตรงของผู้สังเกตเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตเป็นผู้ตอบ ข้อมูลจึงมีความเชื่อถือได้ ทั้งนี้ผู้สังเกตต้องมีหลักและวิธีการสังเกตที่ดี และควรให้ผู้ถูกสังเกตอยู่ในสภาพการณ์ตามปกติ
3.ช่วยให้ได้ข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติมในเรื่องเดียวกันได้ ทั้งในทางสนับสนุนขัดแย้ง เพื่อช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ให้ชัดเจนถูกต้องยิ่งขึ้น
4. การสังเกต สามารถเก็บข้อมูลจากพฤติกรรมหลายชนิดได้

ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ใช้เวลามากในการสังเกต ถ้ากลุ่มตัวอย่างมากจะทำให้เสียเวลา หรือบางทีพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตยังไม่เกิดขึ้นต้องเฝ้ารอทำให้เสียเวลา
2. ข้อมูลบางอย่างไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เช่น พฤติกรรมภายในต่างๆ หรือข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนตัวจะไม่สามารถเข้าไปสังเกตได้
3. ในการสังเกตนักเรียนจะทำไม่ได้เลยถ้านักเรียนออกนอกห้องเรียนไปแล้ว
4. ผู้สังเกตต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดี มิฉะนั้นข้อมูลที่ได้จะขาดความเที่ยงตรงและ เชื่อมั่น
5. การสังเกตอาจเกิดความลำเอียงได้ ผู้สังเกตต้องลดอคติความลำเอียงลง

ที่มา:http://www.digitalschool.club/digitalschool/technologym13/inventionm1_1/lesson5/more/p5.php

204 นิรมล ใจมั่น (แบบฝึกคิด1)

 


วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก


สารนิทัศน์มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยยังไง

1.การจัดทำสารนิทัศน์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จะช่วยให้การสอนและการประเมินมีคุณภาพ ครูต้องเรียนรู้การ จัด การชั้นเรียน การจัดเก็บข้อมูลขณะเด็กทำกิจกรรม การสะท้อนกลับข้อมูล และการนำข้อมูลผลงานมา นำเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กเห็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ตามหลักการพัฒนาเด็กให้ เหมาะสมกับวัย พัฒนาการ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งการ จัดทำสารนิทัศน์นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักสูตรการจัด การเรียนการสอนและการประเมิน มีคุณค่าและ ประโยชน์ดังนี้

2.การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลาย จะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดี เนื่องจาก การศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและ หน่วยงานที่จัดโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บางหน่วยงานนำแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งไม่เหมาะสมมาประเมินเด็กปฐมวัย

3.ครูที่จัดทำสารนิทัศน์อย่างสม่าเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการเด็ก ซึ่ง น่า ไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ตรงประเด็น เนื่อง จากงานวิจัยเกี่ยวกับสมองพบว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี หากเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความรู้สึกและอารมณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น เด็ก รู้สึกต่อการอ่านอย่างไร? เด็กต้องการเรียนอ่านหรือไม่? ความรู้สึกนี้จะมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน ของเด็กในระยะยาว ดังนั้นการทดสอบด้วยข้อสอบมาตรฐานไม่ช่วยเด็กเลยในด้านจิตใจและความสามารถ ซึ่งต่างจากการใช้สารนิ ทัศน์ในการประเมิน จากผลการวิจัยพบว่าสมองจะทํางานต่อเนื่องไม่แยกส่วนเป็น วิชาหรือเป็นเรื่อง ดังนั้นการใช้แบบทดสอบประเมินเป็นการแยกส่วนของสมอง ซึ่งจะไม่บอกถึงความสามารถ ในการบูรณาการความรู้ของเด็กที่แท้จริง แต่การรวบรวมผลงานของเด็กจะบอกให้ครูรู้ว่า เด็กคิดและบูรณา การความคิดของตนอย่างไร

4.ครูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อจัดทำสารนิทัศน์ เพราะจะมีการวางแผนทั้งด้านการจัดชั้นเรียน การตัดสินใจ ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง รวมถึงการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็ก เนื่องจากครูมีข้อมูลและสารสนเทศที่สามารถ น่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำสารนิทัศน์ช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กรู้อะไรมาบ้างแล้ว จะช่วยให้ครูก้าวถึง ขั้นต่อไปของเด็กได้ง่ายขึ้น สนองตอบความต้องการของเด็กได้อย่างสอดคล้องและสิ่งที่ต้องการพัฒนา อย่างแท้จริง

5.สารนิทัศน์ช่วยให้ครูบรรลุความต้องการเฉพาะของเด็กได้ดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในระบบการศึกษาปกติมีมากขึ้น ทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กพิการทางกาย เด็กที่มีปัญหาทางการ เรียนรู้ ข้อมูลที่ครูได้จากสารนิทัศน์จะช่วยให้ครูเข้าใจและวางแผนให้เด็กได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

6.เด็กรับรู้ความสำคัญของการเรียนรู้ เมื่อครูเก็บบันทึกสารนิทัศน์การเรียนรู้ของตัวเด็กเองรวมถึงการรวบรวมผล งานการจัดทำสารนิทัศน์ของเด็กที่ร่วมชั้นเรียน การแสดงผลงานที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงสิ่งที่ตนเรียนรู้จาก ประ สบการณ์การค้นพบด้วยตนเองหรือกับกลุ่ม ส่งผลให้เด็กเอาใจใส่รับผิดชอบการทํางาน รู้จักประเมิน ตนเอง แสดง ออกถึงความพึงพอใจในกระบวนการเรียนรู้และผลที่ได้รับ เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าจะทำอะไร และจะ น่าเหตุการณ์หรือสิ่งที่ดนเรียนรู้เรื่องใดมาน่าเสนอ และร่วมจัดทำสารนิทัศน์กับเพื่อนและครูในชั้นเรียน

7.การจัดสารนิทัศน์ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ดระหนักในประสบการณ์ การเรียนรู้ของเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียนได้หลายทาง เช่น รับฟังความคิดเห็นของเด็ก ช่วยเด็กท่าวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กต้องการ ให้ข้อเสนอแนะช่วยเขียนในสิ่งที่เด็กคิด อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เป็นดัน ทำให้มีโอกาสทบทวนบทบาทการเป็นพ่อแม่ ดังนั้นข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับผลงานของเด็กจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่ครูไม่ควรมองข้าม


ที่มา : https://child.dusit.ac.th/wp-content/uploads/2015/11/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82-1_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C.pdf