แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
สรุปการประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
แบบประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
สรุปการประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio)
1.การฝึกทักษะชีวิตและปลูกฝังลักษณะนิสัยอันดีงาม
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กอนุบาลมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อ เปรียบเทียบกับพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา เมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัย 3-4 ปี พัฒนาการด้านร่างกายจะปรากฏในรูปของความสามารถในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความสามารถในการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ และการทำงาน ประสานกันของกล้ามเนื้อเล็ก
การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง การพัฒนาความสามารถในการบังคับ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การเตะลูกบอล การปืนป่าย และการจับหรือขว้างลูกบอล เป็นต้น
การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อเล็ก หมายถึง การพัฒนาความสามารถในการบังคับ กล้ามเนื้อเล็กส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ ได้แก่ การวาดภาพ การลากเส้น دول การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น
ทิศนา แขมมณี และคณะ (2536) กล่าวว่า พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ พัฒนาการทางสุขภาพ และพัฒนาการทางการเคลื่อนไหว
1. พัฒนาการทางสุขภาพ
ดัชนีสำคัญในการบ่งชี้ถึงสุขภาพ ได้แก่ น้ำหนัก และส่วนสูง เด็กควรมีน้ำหนักและส่วนสูง สมวัย และมีการเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูงตามอัตราการเพิ่มโดยเฉลี่ยของเด็กในประเทศของตน
วิธีการประเมิน ทำได้โดยการวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานของเด็กไทย
พัฒนาการทางสุขภาพอีกประการหนึ่งที่ครูสามารถประเมินได้ คือ ลักษณะ ร่างกายโดย ทั่วไปและโรคประจำตัว โรคบางอย่างนั้นอาจแสดงอาการปรากฏออกมาให้เห็นได้ เช่น โรคเลือด ออกตามไรฟัน โรคปากนกกระจอก โรคซึมเศร้า เป็นต้น (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537) นอกจากนั้น แล้วลักษณะทางด้านร่างกายที่ควรตรวจสอบเป็นประจำได้แก่ ตา หู จมูก ปาก ผิวหนัง เล็บ ผมและ ฟัน เป็นต้น ถ้าครูสังเกตพบสิ่งผิดปกติควรบันทึกในแบบบันทึกทั้งรายบุคคล และรายกลุ่มเพื่อ นำเสนอให้ผู้ปกครองหรือแพทย์ตรวจรักษาแก้ไขต่อไป
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมของเด็ก ๆ มีวิธีการต่าง ๆ หลายวิธี ดังต่อไปนี้ (นภเนตร ธรรมบวร, 2544 ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537 และสิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2545)
1. การสังเกต ควรสังเกตจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยอาจ สังเกตเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายกลุ่มก็ได้แล้วจดบันทึกไว้ การเล่นของเด็กในแต่ละเหตุการณ์ อาจจะให้เรื่องราวมากน้อยเกี่ยวกับตัวเด็ก อย่างไรก็ตามรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากการสังเกต หลาย ๆ ครั้ง จะช่วยให้ครูทราบถึงพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคมของเด็ก
2. การรวบรวมผลงานเด็ก ผลงานต่าง ๆ ของเด็ก เช่น ภาพวาด ภาพปั้น ผลงานทางศิลปะ ของเด็ก หรือแม้แต่บันทึกของเด็กจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคม ของเด็ก พัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กจะสะท้อนผ่านงานศิลปะ การใช้สีและภาพวาด ของเด็กในช่วงอารมณ์ต่าง ๆ จะแตกต่างกัน
3. การสัมภาษณ์พูดคุย อาจเกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กและผู้ปกครอง ทั้งนี้เนื่องจากพัฒนาการ ด้านอารมณ์ จิตใจและสังคม เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและละเอียดอ่อน ยากต่อการสังเกต การพูดคุย กับเด็กโดยตรงจะช่วยให้ครูเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กและไม่ด่วนสรุปตัดสินหรือ ตีความ พฤติกรรมเด็กเร็วเกินไป
4. การใช้แบบทดสอบ เป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการ สร้างสถานการณ์ (รูปภาพ) มาถามแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่าง ๆ กัน ทั้งนี้เพื่อ ประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ นั่นเอง
ทั้งนี้ครูมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบถึงลำดับขั้นตอนของพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ของเด็กเป็นอย่างดี
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม
พัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจและสังคมของเด็กอาจรวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก ต่าง ๆ มากมาย McAfee และ Leong (2002) ได้กล่าวสรุปเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
1. พัฒนาการด้านบุคลิกภาพ พัฒนาการทางด้านนี้จะรวมถึงความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ตนเองของเด็ก และพัฒนาการทางด้านอารมณ์
2. พัฒนาการทางสังคม พัฒนาการทางด้านนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและบุคคล ต่าง ๆ รอบตัวเด็กนั่นเอง
พัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจของเด็กพัฒนาจากง่ายไปสู่พัฒนาการที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จากอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ไปสู่อารมณ์ที่ควบคุมได้ พัฒนาการทางอารมณ์จะรวมถึงการเติบโต และการเปลี่ยนแปลงอารมณ์พื้นฐานของเด็ก อันได้แก่ ความกลัว ความโกรธ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังครอบคลุมไปถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกผิด ความอิจฉา ความภูมิใจ เป็นต้น และความสามารถในการควบคุมการแสดงออกของอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้
พัฒนาการทางสังคม หมายรวมถึง การเรียนรู้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน รวมตลอดถึงความสามารถในการตอบสนองทางสังคมต่าง ๆ เช่น มารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังหมายรวมถึง ความสามารถใน การเข้าใจในสถานการณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้อื่นอีกด้วย รวมตลอดถึงความสามารถ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และบทบาททางสังคม
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
พัฒนาการทางสติปัญญาในเด็กปฐมวัย มี 2 ด้าน (ทิศนา แขมมณี และคณะ, 2536) คือ
1. พัฒนาการทางการเรียนรู้และการปรับตัว อันได้แก่ ความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผล การตีความ จินตนาการ การอนุรักษ์ การจัดแยกประเภทสิ่งของ ความเข้าใจเกี่ยวกับ จำนวนและการแก้ปัญหา เป็นต้น
2. พัฒนาการทางด้านภาษา ภาษามีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก พัฒนาการ ทางด้านภาษาของมนุษย์เริ่มจากภาษาพูดไปสู่ภาษาเขียน ดังนั้นการเรียนรู้ด้านภาษาในเด็ก ปฐมวัยจึงเน้นที่ภาษาพูด และการใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาละเทศะ ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการ เรียนรู้ของเด็กต่อไป
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1IVRlxXQMfFGFFQ4vPO4V3GoUbd92bpeJ/view?usp=sharing
วิดีโอการนำเสนอเนื้อหา
วิดีโอสาธิตการเตรียมความพร้อม
https://drive.google.com/file/d/1VGq3N_B4zbpYMIEOnkellMx7-j2LLvjj/view?usp=sharing
สรุปการนำเสนอ
มีเพื่อนเข้าร่วมฟังการนำเสนอทั้งหมด 20 คน
https://drive.google.com/file/d/1L-sG9uqES897LZ4CsIHD0eDUJdhM1o8n/view?usp=sharing
การเขียนบันทึกประจำวัน
การเขียนบันทึกประจำวัน คือการเขียนเรื่องราวจากเหตุการณ์จริงที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีลักษณะเป็นบันทึกขนาดสั้น ๆ ไม่เป็นทางการส่วนใหญ่ จะเป็นการเขียนบันทึกจากประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ปกติเหตุการณ์ที่ ประทับใจบันทึกไว้เพื่อเป็นที่ระลึก หรือเป็นเครื่องเตือนใจ
หลักการเขียนบันทึกประจำวัน
1. เขียนวัน เดือน ปี ทีเขียนบันทึกให้ครบถ้วน
2. ผู้เขียนจะเขียนบันทึกในรูปแบบใด หรือขึ้นต้นบันทึกอย่างไรก็ได้
3. ถ้อยคำทีใช้จะเป็นภาษาพูดง่าย ๆ หรือไพเราะเพียงใดขึ้นอยู่กับความ ต้องการของผู้เขียน
4. ควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่ก่อให้ความเสียหายแก่ผผู้ที่กล่าวถึง
5. การเขียนต้องได้ใจความสำคัญ แสดงความคิด ความรู้สึก และ ข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ
ตัวอย่าง
การเขียนบันทึกประจำวัน 27 มีนาคม 2564 วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนในชั้น ป.3 พี่ใหญ่ของชั้นประถมต้น ปีหน้า เราก็จะเป็นน้องเล็กของชั้นประถมปลาย เพื่อนหลายคนเล่าว่า พวกเขาจะไปเที่ยว ต่างจังหวัดกันตอนปิดเทอม ทำให้เรานึกถึงคำขวัญที่ว่า “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” และ “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้” สำหรับเราแล้วไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือไปเที่ยวที่ไหน ขอเพียงมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ก็แสนสุขใจแล้ว
ที่มา :file:///C:/Users/VivoBook/Downloads/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_(1)-03062308%20(1).pdf
แบบตรวจสอบรายการ
ความหมาย
แบบตรวจสอบรายการ (Check list) เป็นมาตรที่ใช้วัดพฤติกรรมโดยมีรายการให้ตรวจสอบ เป็นการสร้างแบบทดสอบจาก สังเกต เป็นรายการขั้นตอน กิจกรรม หรือพฤติกรรมที่ผู้สังเกตบันทึกเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แบบตรวจสอบรายการต้องเป็นแบบที่ผู้สังเกตสามารถบันทึกได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ผู้สังเกตจะไม่ประเมินคุณภาพ ระดับหรือ ความถี่ของพฤติกรรมที่เกิดโดยเฉพาะแต่จะตรวจสอบว่ามีพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเช่น มี/ไม่มี ทำ/ไม่ทำ และแบบตรวจสอบรายการเป็นการสร้างแบบทดสอบจากแบบข้อคำถามปลายปิด คือเป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่สัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม ข้อคำถามแต่ละข้อจะมีคำตอบอย่างน้อย 2 ตัวเลือกหรือมากกว่า 2 ตัวเลือกขึ้นไป บางข้อคำถามอาจให้เลือกคำตอบได้เพียงตัวเลือกเดียวแต่บางข้อคำถามอาจให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบขั้นตอนหรือกระบวนการว่ามีหรือไม่มี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ ใช่หรือไม่ใช่ มีการกำหนดข้อความที่จะตรวจสอบไว้ล่วงหน้าให้ผู้ตอบกาเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ข้อดี:
แบบตรวจสอบรายการโดยการสังเกต
1. สามารถนำไปใช้สังเกตพฤติกรรม หรือการปฏิบัติได้อย่างละเอียดชัดเจน
2. ประเมินพฤติกรรม หรือการปฏิบัติเป็นรายบุคคลสามารถนำไปปรับปรุงได้ดี
3. ข้อมูลที่ได้น่าเชื่อถือเพราะได้จากสถานการณ์จริง
4.ได้ข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งข้อมูลโดยตรง
5.ไม่ได้รบกวนหรือก่อความรำคาญแก่ผู้ถูกสังเกต
แบบตรวจสอบรายการโดยการสอบถาม/ทำเป็นแบบสอบถาม
1.ช่วยให้ผู้ตอบตอบได้เร็ว ประหยัดเวลา ข้อมูลที่ได้ มีความเชื่อถือได้สูง
2.สามารถถามคำถามได้มากข้อ แลครอบคลุม
3. ความสามารถและทักษะในการเขียนของผู้ตอบไม่ เป็นปัญหามากนักในการตอบเนื้อหาที่ต้องการทั้งหมด
ข้อเสีย:
แบบตรวจสอบรายการโดยการสังเกต
1.ทำให้เสียเวลามากเพราะพฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมาก
2.ความคลาดเคลื่อนของผู้สังเกตมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก
แบบตรวจสอบรายการโดยการสอบถาม/ทำเป็นแบบสอบถาม
1.ถ้าเป็นแบบตรวจสอบรายการ แบบสอบถามผู้ทำแบบสอบถามอาจเบียดเบียนข้อคำตอบจริงได้
2.ผู้ตอบไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
3.อาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ เพราะตัวเลือกที่กำหนดไว้ไม่ครอบคลุม
การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการเขียนเรื่องราวสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเด็ก วัย 3 ขวบ
การสัมภาษณ์ (Interview)
การสัมภาษณ์ถือเป็นวิธีการประเมินผลที่มีประโยชน์มากที่สุดวิธีหนึ่งและ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กก็ได้
การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกตและวิธีอื่น ๆ ที่วิธีการสัมภาษณ์เปิดโอกาส ให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ มีโอกาสที่จะสังเกตท่าทาง การ เคลื่อนไหวของตา น้ำเสียงหรือระดับเสียงซึ่งประกอบคำพูด สำหรับข้อความที่ได้จาก การสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลัง ความรู้สึก ทัศนคติ การรับรู้ และความ คาดหวังของผู้สัมภาษณ์ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 302) กล่าวว่าการ สัมภาษณ์จะได้ผลดีถ้าผู้สัมภาษณ์ได้สร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้ถูกสัมภาษณ์ ก่อน
การสัมภาษณ์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviews) การ สัมภาษณ์แบบนี้ ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นการ สะดวกต่อผู้สัมภาษณ์หรือครู ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะไม่มีโอกาสถามอะไรที่ นอกเหนือไปจากคำถามที่เตรียมมาซึ่งเป็นการจำกัดคำตอบและโอกาสของผู้ถูก สัมภาษณ์เช่นกัน
2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ (Unstructured หรือ Informal interviews) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็กเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกต เด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่าง คร่าว ๆ แต่มิได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจมีการซักถามหรือพูดคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้
การสัมภาษณ์แบบนี้ตองการผู้สัมภาษณ์หรือครูที่มีประสบการณ์ และ เชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนอง (Respond) ต่อคำตอบของเด็กหรือ ผู้ถูกสัมภาษณ์ ในขณะเดียวกันครูหรือผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟัง (Listener) ที่ดีมีการกำหนดจุดมุ่งหมายหรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือ ถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์หรือเด็กเข้าสู่ประเด็นเฉพาะได้ ข้อดีของการสัมภาษณ์ แบบนี้ คือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม และตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม การตีความและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบนี้อาจจะ ยากกว่าการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
Phinney (1982 : 22) ได้กล่าวถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูหรือผู้สัมภาษณ์ สามารถจัดให้มีขึ้น เพื่อนำเข้าสู่การสัมภาษณ์เด็กเล็กได้ กิจกรรมหนึ่งที่สามารถจัดได้ คือ การให้เด็กวาดรูปก่อน หลังจากนั้น อาจมีการพูดคุย สนทนาเกี่ยวกับรูปภาพที่ เด็กวาด เช่น เกี่ยวกับครอบครัวของเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เด็กชอบ ซึ่งการ สนทนา พูดคุยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ครูสามารถเข้าใจเด็กมากขึ้น
พัฒนาการทางภาษาของเด็กสามารถประเมินโดยผ่านการสัมภาษณ์ สนทนา พูดคุย ครูอาจจะดูความชัดเจนและความซับซ้อนของโครงสร้างประโยคได้ ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับจุดมุ่งหมายในการสัมภาษณ์ของครู
ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือ ช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของ ตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย, แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนซึ่งขี้อายหรือ พูดน้อยในชั้นอาจจะช่างคุยมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ใน ขณะเดียวกัน เด็กที่ชอบแสดงออกเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนอาจรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบาย ใจเมื่อต้องคุยกับครูสองต่อสองได้ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างช่วยให้ครูได้ภาพ รวมของเด็กมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับ เครื่องมือประเมินผลชนิดอื่น ๆ เสมอ
3. การสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially structured interviews) การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าบางส่วน และ คำถามบางส่วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ในการประเมินผลและยังไม่มีความชำนาญกับวิธีการนี้ เพราะผู้สัมภาษณ์สามารถเตรียมคำถามมาล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันการ สัมภาษณ์จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะผู้สัมภาษณ์มีโอกาสสนองตอบ (Respond) ต่อคำตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์และมีโอกาสซักถามหรือตั้งคำถามใหม่ ๆ ในระหว่างการ สัมภาษณ์ได้
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=sharing